ทำไมเราจำเป็นจะต้อง “ลงทุน” และต้องเริ่มให้เร็วด้วย
หลายคนอาจจะคิดว่าการลงทุนนั้น ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจยาก เพราะมีคำศัพท์ยากๆ มากมาย หลายคนอาจจะคิดว่าการลงทุนนั้นเสี่ยง เพราะมักจะมีข่าวร้ายๆ เกี่ยวกับการลงทุนออกมาให้เห็นอยู่ตลอดเลย หลายคนอาจจะคิดว่าการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของคนรวยที่เอาเงินที่เหลือกินเหลือใช้ ต่อเงินเพิ่มไปเรื่อยๆ
แต่จริงๆ แล้ว การลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคน ไม่ว่ารวยหรือจน จำเป็นจะต้องเรียนรู้และเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนให้ดี การลงทุนนั้นไม่ได้ยากถึงขนาดที่จะต้องเป็นคนเก่ง เรียนสูงๆ เท่านั้นถึงจะทำได้เพราะความรู้ที่จำเป็นต่อการลงทุนไม่ได้มีสูตรลับอะไรเลย มีเพียงหลักการง่ายๆ ไม่กี่อย่าง และไม่ได้เป็นการเสี่ยงดวง แต่อย่างใด การลงทุนนั้นสามารถทำได้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังไม่รวย ยิ่งจะต้องรีบทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
แต่สิ่งที่ยากในการลงทุน คือ การลงมือทำตามแผนอย่างต่อเนื่องมากกว่า ด้วยสาเหตุนี้ จึงทำให้หลายคน ถึงแม้จะเข้าใจเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำตามแผนได้สำเร็จซักที
และหากใครที่ยังไม่เคยลงทุนมาก่อนเลย ผมสปอยด์ไว้ให้ก่อนเลยว่า การลงทุนเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ที่เราควรจะต้องทำให้ได้ การลงทุนเหมือนเป็นสูตรโกงเกมส์ การลงทุนคือหนทางรอด การลงทุนคือเครื่องมือผ่อนแรงที่จะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นในอนาคต
ลองอ่านบทความนี้ แล้วคุณจะเห็นถึงความสำคัญของการลงทุน คุณจะรู้ว่าที่เกริ่นนำมานั้น ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
ทำไมแค่ “ออม” จึงยังไม่พอ
ก็เพราะมีสิ่งที่เรียก “เงินเฟ้อ”
ลองจินตนาการว่า ตอนเด็กๆ เราได้เงินค่าอาหารกลางวัน เอามาซื้อข้าวแกงกินที่โรงเรียน สมัยผม 1 จาน คือ 10-20 บาท แต่ปัจจุบัน เวลาผ่านไป 30 ปี ข้าวแกง 1 จานเหมือนกัน แต่ต้องใช้เงิน 30 - 60 บาท ซื้อ หมายความว่า ผมต้องใช้เงินซื้อเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 เท่าตัวเลย
นั้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าเราทำงานแล้วออมเงินเก็บฝังตุ่มไว้หลังบ้าน เมื่อเวลาผ่านไป เงินของเราจะด้อยค่าลงเรื่อยๆ เอาซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ ( ในอดีตเงินเฟ้อเฉลี่ยจะมีอัตราการประมาณ 3% ต่อปี ) เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้เก็บรักษามูลค่าที่ดีนัก ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่การไม่ลงทุนเลย เป็นความเสี่ยงที่เราต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เงินเฟ้อบังคับให้เราต้องทำงานหนักมากขึ้นอย่างน้อย 3% ทุกปี เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์เท่าเดิม
ในอดิต การเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เป็นเรื่องที่ดี เพราะมีการให้ดอกเบี้ยสูง กว่าอัตราเงินเฟ้อ แต่ปัจจุบัน เราได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก ต่ำกว่า อัตราเงินเฟ้ออย่างมาก การออมจึงเหมาะสำหรับการเก็บเงินไว้ชั่วคราว เพื่อนำไปกระจายลงทุน ในทรัพย์สินต่างๆ ต่อไป เช่น ตราสารหนี้ กองทุน หุ้น ที่ดิน ทองคำ และอื่นๆ
การลงทุนทำให้เงินของเรา “งอกเงย” และเติบโตแบบทบต้น
มีคนเคยกล่าวว่า “ดอกเบี้ยทบต้น คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสิ่งที่ 8” แต่รู้ไหมว่าผลตอบแทน 7% ต่อปี ที่ฟังดูธรรมด๊าธรรมดา เมื่อถ้าผ่านเวลาไป 30 ปี จะสามารถทำให้เงินต้น 100,000 บาท กลายเป็น 761,226 บาทได้ ( ประมาณ 7 เท่าเลย ) และการจะหาผลตอบแทน 7% เฉลี่ยต่อปีนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย ด้วยการลงทุน ( ซึ่งผลตอบแทน 7% อ้างอิงจากผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นของกองทุนรวมดัชนี Index Fund )
การลงทุน คือการให้เงินทำงานช่วยเราอีกแรง แม้เราจะหลับหรือทำกิจกรรมอื่นอยู่ ดังนั้นไม่ว่าผลตอบแทนที่ทำได้จะน้อยหรือมาก มันย่อมดีกว่าปล่อยให้เงินนอนนิ่งอยู่เฉยๆ และลดมูลค่าลงไป อย่างแน่นอน การลงทุน จึงเป็นการรักษาความมั่งคั่งของเราให้คงอยู่และค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย
การวางแผนเกษียณ
เราจะทำงานไหวจนถึงอายุเท่าไหร่กัน? เราอยากจะทำงานไปจนตายเลยหรือป่าว? การลงทุน เป็นการเก็บออมที่ดี และเป็นการสร้างช่องทางรายได้ไว้สำหรับอนาคต ในวันที่เราทำงานไม่ไหวแล้ว
หลายคนไม่ได้วางแผนเกษียณเอาไว้เลย กว่าจะเริ่มคิดวางแผนก็อายุ 40-50 ปีกันแล้ว ความจริงแล้ว การเกษียณ ควรจะต้องเริ่มวางแผนเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อถึงช่วงเกษียณ เราจะสามารถดูแลตัวเองได้ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ลองคำนวณกันดูคร่าวๆ ถ้าวางแผนเกษียณไว้ว่า หลังเกษียณในอายุ 60 ปี ขอให้มีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี แล้วค่อยตายก็แล้วกัน ดังนั้น เราจะต้องมีเงินเก็บรวม 20,000 บาท x 12 เดือน x 20 ปี = 4.8 ล้านบาท เลยทีเดียว และคนที่จะต้องดูแลตัวเราในอนาคต ก็คือตัวเราในปัจจุบันนี่แหละ ไม่ใช่ใคร
สมมุติว่า
ถ้าเรามีเป้าหมายต้องการเงิน 4.8 ล้าน บาท มีเวลาเก็บออมประมาณ 30 ปี
ถ้าเราเก็บออมเฉยๆ เราจะต้องออมเดือนละ 13,333 บาท ต่อเดือน
ถ้าฝากประจำดอกเบี้ย 2% ต่อปี เราจะต้องลงทุนเดือนละ 10,000 บาท ต่อเดือน
ถ้าลงทุนในพันธบัตรผลตอบแทน 4% ต่อปี เราจะต้องลงทุนเดือนละ 7,200 บาท ต่อเดือน
ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ผลตอบแทน 10% ต่อปี เราจะต้องลงทุนเดือนละ 4,300 บาท ต่อเดือน
ในระยะเวลาที่เท่ากัน แต่เอาเงินไปลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เราก็จะใช้เงินลงทุนน้อยลงตามไปด้วย และตัวแปรสำคัญอีกอย่าง ก็คือ ระยะเวลา ถ้าเราเริ่มลงทุนเร็ว เราก็จะมีเวลาในการลงทุนมากขึ้น เงินที่ใช้ลงทุนเฉลี่ยต่อเดือนก็จะลดลง และผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
สะสมประสบการณ์ในการลงทุน
อีกเรื่องที่สำคัญมาก ก็คือ ประสบการณ์ในการลงทุน การลงทุนเป็นทักษะ มีแค่ความรู้นั้นยังไม่พอ จำเป็นจะต้องมีการลงมือทำ ฝึกฝน พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ถ้าเราเข้าสู่ตลาดการลงทุนได้เร็วและต่อเนื่องยาวนาน ก็จะได้มีประสบการณ์ร่วมกับเหตุการณ์ต่างๆ จะได้เห็นรอบการขึ้นสูงๆ ว่ามันมีความโลภอย่างไร รอบการทิ้งดิ่งหนักๆ ว่าตลาดพังมีอารมณ์แบบไหน ถ้าได้ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาหลายรอบ ก็จะทำให้เข้าใจ และสามารถการลงทุนนิ่งขึ้น โดยสามารถควบคุมอารมณ์ความโลภ ความกลัวเอาไว้ได้ดีขึ้น
รู้จักวางแผน และรู้จักอดออม
ก่อนที่จะเริ่มลงทุนได้นั้น เราจะการหารายได้ รู้จักการบริหารรายรับรายจ่าย รู้จักวางแผน และรู้จักการออม เป็นพื้นฐานมาก่อน เมื่อใดที่เรา เริ่มออมเงิน และคิดที่จะลงทุน จะทำให้เรารู้จักวางแผนชีวิตในภาพใหญ่ ทั้งการใช้จ่าย การออม และการแบ่งเงินออก เพื่อเป้าหมายต่างๆ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
การลงทุนเหมือนการวิ่งมาราธอนที่ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เรามองภาพการลงทุนระยะยาว เป็นหลัก 5-10 ปี มากกว่าจะสนใจแค่ราคาที่เปลี่ยนแปลงไปวันต่อวัน
การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลกับบริษัท ในลักษณะชั่วคราว หรือว่ากระทบกับพื้นฐานในระยะยาว ทำให้นักลงทุนมุ่งความสนใจศึกษาในตัวธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของผลประกอบการมากกว่า ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจที่ดีขึ้น ทำให้มองแนวโน้มในอนาคตออกก่อนคนอื่น
มีอิสระภาพทางการเงิน
ถ้าทำตามแผนได้ดี ในท้ายที่สุด การลงทุนจะนำไปสู่สิ่งที่ เรียกว่า อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ซึ่งคือ จุดที่เงินลงทุนของเรา เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างผลตอบแทนที่มากกว่า ค่าใช้จ่ายประจำที่เราต้องการใช้ ก็จะทำให้เราสามารถมีอิสระที่จะเลือกทำในสิ่งที่เราต้องการได้แล้ว และทุกคนที่ลงทุนอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะสามารถมาถึงจุดนี้ได้ทุกคนอย่างแน่นอน
สรุป
การลงทุน ไม่ใช่แค่การมองหาหุ้นดีๆ ซักตัว แล้วโยนเงินใส่ลงไป ให้มันงอกเงยขึ้นมาเอง แต่การลงทุน เป็นการมองชีวิตในภาพใหญ่ รู้จักการจัดการชีวิต การวางแผนระยะยาว การบริหารความเสี่ยง การวางแผนการใช้จ่าย และการออม เป็นการรู้จักใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อรักษาความมั่งคั่งของเราเอาไว้ ช่วยผ่อนแรงให้เราทำงานน้อยลง ช่วยสร้างเกราะป้องกัน จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี ช่วยสร้างความปลอดภัยสำหรับชีวิตเราในอนาคต นอกจากนี้ การลงทุนบางประเภทยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนั้น การลงทุน จึงเป็นทักษะที่เราจะต้องฝึกฝน และพัฒนาไปตลอดชีวิตเลย
แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นควรศึกษาและเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเอง ก็จะสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินในชีวิตได้ เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้น
- 44 ฟอรัม
- 122 หัวข้อ
- 135 กระทู้
- 2 ออนไลน์
- 61 สมาชิก



