วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ : Great Depression
วิกฤตการเงินที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งและสร้างความพินาศให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกคงหนีไม่พ้น "Great Depression" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่" แต่เมื่อพูดถึงวิกฤตนี้ หลายคนอาจไม่เข้าใจความรุนแรงและผลกระทบที่มันสร้างให้กับโลกในยุคนั้น
การล่มสลายครั้งนี้ถือเป็นการพังพินาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก ที่เงินกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหายวับไปภายในวันเดียว คนกว่า 6 ล้านคนต้องตกงาน และมากกว่า 10 ล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากผลกระทบของวิกฤตนี้
ความไม่รู้ที่นำไปสู่ความพินาศ
ความพินาศที่ยับเยินนี้มีสาเหตุสำคัญจากความไม่รู้และความไร้เดียงสาทางการเงินที่สั่งสมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อให้เกิดมหาวิกฤตครั้งนี้ขึ้น
หลายคนอาจคิดว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย สหรัฐอเมริกาในขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองอย่างมาก เนื่องจากได้ประโยชน์จากการขายอาวุธและอาหารให้กับยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากการผลิตอาวุธมาเป็นการผลิตสินค้าอื่น ๆ ทำให้เกิดยุคที่เรียกว่า "Rolling Twenties" หรือศตวรรษที่ 20 อันรุ่งโรจน์
ในยุคนี้ ทุกอย่างในสหรัฐฯ เฟื่องฟู ผู้คนร่ำรวยและใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนรวยขึ้นคือการลงทุนในตลาดหุ้น การลงทุนในตลาดหุ้นในขณะนั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและให้ผลตอบแทนสูงมาก จนกระทั่งนักลงทุนชื่อดังอย่าง John Jay Raskob กล่าวว่า "คนอเมริกันทุกคนสมควรที่จะได้ร่ำรวย" เพียงแค่ลงทุนในหุ้นเล็กน้อยเป็นประจำ ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในอนาคต
แต่สิ่งที่คนไม่รู้คือ ตลาดหุ้นที่ขึ้นได้แรงๆ นั้น ขาลงของมันก็สามารถลงได้แรงยิ่งกว่า การลงทุนที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายและมีแต่กำไร ทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงเข้าไปในวงจรการลงทุนโดยไม่รู้ตัวว่าตลาดหุ้นนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด
การพังทลายของฟองสบู่
เมื่อฟองสบู่ในตลาดหุ้นเริ่มก่อตัวขึ้น ราคาหุ้นก็ถูกดันขึ้นสูงเกินมูลค่าที่แท้จริง คนยุคนั้นไม่รู้จักคำว่า "ฟองสบู่" เพราะเป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 นี่เอง ฟองสบู่ในครั้งนั้นนำพาสหรัฐอเมริกาไปสู่ความรุ่งเรืองเพียงแค่สิบปี ก่อนที่มันจะระเบิดในที่สุด
เหตุการณ์ที่นำไปสู่การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Wall Street Crash" เกิดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 1929 ตามมาด้วย "Black Monday" และ "Black Tuesday" ที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกลงอย่างหนัก ทำให้หุ้นถูกขายออกมาอย่างแพนิค คนอเมริกันมากมายหมดตัวในชั่วข้ามคืน
ความล้มเหลวของระบบธนาคาร
เมื่อคนหมดตัวจากตลาดหุ้นแล้ว พวกเขาก็หันไปถอนเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารในขณะนั้นไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับการแห่ถอนเงินของประชาชน เมื่อคนจำนวนมากไปถอนเงิน ธนาคารก็ไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้ทุกคนได้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "Bank Run" ธนาคารใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้กับลูกค้าได้ ส่งผลให้ธนาคารมากกว่า 600 แห่งต้องล้มละลาย
การจัดการที่ผิดพลาด
การจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้นทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก รัฐบาลคิดว่าการเพิ่มภาษีนำเข้าจะช่วยป้องกันไม่ให้เงินไหลออกจากประเทศ แต่การกระทำดังกล่าวกลับสร้างผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับยุโรป ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยลงอีก
การล่มสลายที่ส่งผลกระทบทั่วโลก
การล่มสลายของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในประเทศ แต่ยังแพร่กระจายไปทั่วโลก ประเทศที่เคยพึ่งพาสหรัฐฯ ในการค้าขาย เช่น ประเทศในเอเชียและยุโรป ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศในเอเชียที่เคยขายยางพาราให้กับสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการผลิตรถยนต์ ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ต้องการยางพารามากเท่าเดิมอีกต่อไป
ประเทศไทยเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น ประเทศไทยที่เคยส่งออกข้าวให้กับประเทศอื่น ๆ ต้องเผชิญกับการลดลงของรายได้จากการส่งออก เนื่องจากคู่ค้าที่เคยซื้อข้าวจากไทยขาดรายได้ ทำให้เศรษฐกิจของไทยซบเซาและนำไปสู่การปลดพนักงานข้าราชการ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
สรุปความเสียหายจาก Great Depression
เหตุการณ์นี้ทำให้สูญเงินไปมากถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในวันเดียว นักลงทุนมากกว่าหนึ่งพันคนหมดตัว ความเสียหายทางการค้าและเศรษฐกิจแพร่กระจายไปทั่วโลก คนอเมริกันตกงานราว 15 ล้านคนในปี 1933 บริษัทมากกว่า 20,000 แห่งล้มละลาย และธนาคารในสหรัฐฯ ล้มลงไปมากกว่า 600 แห่ง
เหตุการณ์นี้จบลงอย่างไร? มีทฤษฎีที่บอกว่า วิกฤตนี้จบลงเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง การที่สหรัฐฯ และยุโรปต้องระดมกำลังพลและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในสงคราม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง
นี่คือเหตุการณ์ที่สร้างความพินาศให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน และยังคงเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องกับการเงินทั่วโลก
บทเรียนจากอดีตที่ควรจำไว้คือการลงทุนต้องมีความรู้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเข้าตามกระแส เพราะผลที่ตามมามันหนักจริงๆ
การที่ธนาคารล้มเพราะคนแห่ไปถอนเงิน
ทำไมคนถึงไม่ระวังเรื่องการลงทุนเลย ทั้งๆ ที่เคยมีบทเรียนแบบนี้มาแล้ว ยังไงก็ต้องมีการศึกษาก่อนจะทำอะไรใหญ่ๆ
- 44 ฟอรัม
- 122 หัวข้อ
- 135 กระทู้
- 0 ออนไลน์
- 61 สมาชิก

