ตลาดหุ้น และประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น
ตลาดหุ้น และประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น
เราคงเคยได้ยินรายงานข่าวเศรษฐกิจในตอนเช้าที่พูดถึงตลาดหุ้นชื่อคุ้นหู อย่างเช่น วอลล์สตรีท แนสแด็ก หรือฮั่งเส็ง แต่ตลาดหุ้นเหล่านี้คืออะไร และสำคัญอย่างไรกับนักเทรดอย่างพวกเรา
ย้อนกลับไป 400 กว่าปีก่อน การล่าอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ในช่วงทศวรรษที่ 1600 ส่งผลให้ประเทศเนเธอร์แลนด์กลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางการค้าและการเมืองของโลกในยุคนั้น บริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย (Dutch East India Company) ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งในบริษัทข้ามชาติแห่งแรกของโลก และยังเป็นบริษัทที่ออกหุ้นสาธารณะครั้งแรกของโลกด้วย
ดัตช์อีสต์อินเดียก่อตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการค้าประเทศในโซนเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าเครื่องเทศจากหมู่เกาะอินเดียตะวันออก (ปัจจุบันคืออินโดนีเซีย) เช่น พริกไทย กานพลู ลูกจันทน์เทศ และอบเชย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าแพงมากในยุคนั้น ดัตช์อีสต์อินเดียใช้เรือหลายร้อยลำเพื่อทำการค้าทองคำ เครื่องถ้วยชาม เครื่องเทศ และผ้าไหม เชื่อมโยงไปทั่วโลก การออกเดินทางของเรือแต่ละลำมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพื่อให้สามารถออกเดินทางได้ บริษัทจึงเปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อสนับสนุนการเดินทางนี้ได้ แลกกับส่วนแบ่งกำไรของเรือ
บริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย ได้สร้างตลาดหลักทรัพย์แรกของโลกโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่นั้นมา บริษัทที่ต้องการเงินก็ได้ใช้วิธีนี้ในการรวบรวมเงินทุนจากนักลงทุนที่เต็มใจเพื่อสนับสนุนธุรกิจของตัวเอง
ปัจจุบันตลาดหุ้นพัฒนาและมีความซับซ้อนมากกว่าตลาดหุ้นในอดีตอย่างมาก บริษัทต่างๆ ใช้ตลาดหุ้นเพื่อระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลก ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การเปิดขายหุ้นครั้งแรกแก่ประชาชน หรือ IPO (Initial Public Offering) บริษัทจะประชาสัมพันธ์ตัวเองให้นักลงทุนรายใหญ่ทราบเพื่อรวบรวมเงินลงทุนก้อนแรก โดยนักลงทุนรายแรกๆ จะสามารถซื้อได้ในราคาพาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าของหุ้นขั้นต่ำที่บริษัทประเมินไว้ เช่น 1 บาท หรือ 10 บาทต่อหุ้น เป็นต้น
เมื่อบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หุ้นของบริษัทก็จะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือไปมาในตลาดได้อย่างอิสระ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นเอาไว้จะถือว่าได้เป็นเจ้าของบางส่วนของบริษัท บริษัทจะนำเงินไปลงทุนสร้างความเติบโตและประสบความสำเร็จมากขึ้นตามแผนที่นำเสนอไว้ เมื่อนักลงทุนรายอื่นมองเห็นศักยภาพก็เริ่มต้องการซื้อหุ้นมากขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น เกิดความต้องการซื้อขาย เช่นเดียวกับสินค้าหรือบริการอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้น เช่น ผลประกอบการของบริษัท เศรษฐกิจ ภาวะตลาด ข่าวสาร และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ รวมถึงนโยบายรัฐบาลและการเมือง เป็นต้น
ปัจจุบันมีตลาดหุ้นขนาดใหญ่อยู่ทั่วโลก
มาลองยกตัวอย่างกัน
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท (NYSE) New York Stock Exchange เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าตลาดประมาณ 980 ล้านล้านบาท ที่เรียกกันว่าวอลล์สตรีทเพราะตั้งอยู่ที่เลขที่ 11 ถนน Wall Street ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นตลาดหุ้นที่เก่าแก่ มีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกที่เรารู้จักอยู่มากมาย อย่างเช่น Berkshire Hathaway (BRK.A, BRK.B) ของปู่ Warrent Buffet, JPMorgan (JPM), Walmart (WMT), Exxon Mobil (XOM), Coca-Cola (KO), Nike (NKE), IBM (IBM), Procter & Gamble (PG), Goldman Sachs (GS)
ตลาดแนสแด็ก (NASDAQ) เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สอง อยู่ในสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าประมาณ 857 ล้านล้านบาท จะเป็นตลาดที่มีบริษัทเทคโนโลยีเข้ามาจดทะเบียน ตัวอย่างเช่น Apple (AAPL), Microsoft (MSFT), Amazon (AMZN), Alphabet หรือ Google (GOOGL), Facebook (META) เป็นต้น
ตลาดเซี่ยงไฮ้ (SSE) Shanghai Stock Exchange อยู่ในประเทศจีน มีมูลค่าตลาดประมาณ 255 ล้านล้านบาท
ตลาดฮั่งเส็ง (HKEX) Hong Kong Stock Exchange หุ้นในฮ่องกง มีมูลค่าตลาดประมาณ 213 ล้านล้านบาท ฮั่งเส็ง มาจากภาษาจีนกลางซึ่งหมายถึงการเติบโตที่ยั่งยืน เป็นชื่อของบริษัท Hang Seng Bank ผู้ก่อตั้งตลาดนี้
ตลาด Euronext หรือ European New Exchange Technology เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่รวมตลาดหลักทรัพย์ของหลายประเทศในยุโรปเอาไว้ด้วยกัน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีมูลค่าตลาดประมาณ 175 ล้านล้านบาท หุ้นที่เราน่าจะรู้จักอย่างเช่น LVMH (MC) บริษัทเจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton และอื่นๆ อีกหลายแบรนด์, Unilever (UNA), Airbus (AIR) ผู้ผลิตเครื่องบิน เป็นต้น
ตลาดหุ้นของไทย เรียกว่า ตลาดเซ็ต (SET) Stock Exchange of Thailand มีมูลค่าตลาดประมาณ 20 ล้านล้านบาท ตัวอย่างของบริษัทที่เรารู้จัก เช่น ปตท (PTT), ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK), เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) มาม่า เซเว่น แมคโคร โลตัส ของเค้าหมดเลย
โอ้โห พอได้ยินชื่อบริษัทต่างๆ พวกนี้แล้ว เราเองก็สามารถเข้าร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจดีๆ พวกนี้ได้เหมือนกันนะ
ในอดีต ตลาดหุ้นอาจจะเป็นสถานที่สะสมเงินของเหล่าคนรวยและผู้มีอำนาจ แต่ปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตช่วยให้เราสามารถเข้าซื้อหุ้นได้ง่ายขึ้นอย่างมาก แถมยังมีความรู้ด้านการลงทุนให้เราเรียนรู้ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ นี่จึงเป็นโอกาสให้เราได้เข้าซื้อหุ้นและเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจดีๆ ที่เราเชื่อมั่น และสร้างสะสมความมั่งคั่งทางการเงินของเราได้เหมือนกับคนรวยในอดีตเช่นกัน
- 44 ฟอรัม
- 122 หัวข้อ
- 135 กระทู้
- 2 ออนไลน์
- 61 สมาชิก


