แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อภิมหาตำนานวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง ของ ประเทศซิมบับเว

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
68 เข้าชม
Papa Big Pack
(@papa-big-pack)
กระทู้: 50
4-ท่านผู้มีเกียรติ
หัวข้อเริ่มต้น
 

อภิมหาตำนานวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง ของ ประเทศซิมบับเว

Blue Gradient Corporate Business Facebook Post

เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมประเทศเราต้องมีคนจน ทำไมรัฐบาลไม่พิมพ์เงินแจกคนจนทุกคนไปเลย ทำไมสหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์เงินเองได้ (QE) แต่ทำไมประเทศเรา จะนโยบาย digital wallet แจกเงินกันคนละหมื่น ทำไมถึงยังจะทำบ้างไม่ได้เหรอ อภิมหาตำนานวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรงของประเทศซิมบับเว เป็นคำตอบให้ได้อย่างดีเลย
.
ไม่มีที่ไหนในโลกเหมือนประเทศ “ซิมบับเว” (Zimbabwe) ไม่ใช่เพราะซิมบับเวมีน้ำตกวิคตอเรียอันสวยงาม ไม่ใช่เพราะซิมบับเวมีเหมืองขุดเพชรขนาดใหญ่ หรือเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่เป็นเพราะที่นี่ ชาวซิมบับเวทุกคนล้วนเป็น “เศรษฐีพันล้าน” (Billionaire)
.
หากย้อนกลับไปในอดีต ประเทศนี้ก็ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วไป แต่มีการบริหารงานที่ผิดพลาดและขาดความเข้าใจของผู้นำ จึงสร้างหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชนทุกคน ชนิดที่โลกต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์การเงินโลกเลยทีเดียว
.
ประชากรชาวซิมบับเว มีทั้งคนผิวขาวและคนผิวดำ อาศัยอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพา คนผิวขาวที่ย้ายมาตั้งรกรากส่วนใหญ่ เป็นเจ้าของที่ดินและฟาร์มเกษตร ส่วนคนผิวดำก็เป็นชนชั้นแรงงาน คนขาวรับหน้าที่เป็นผู้บริหารที่ดี ส่วนคนดำเป็นแรงงานที่มีฝีมือ ทุกอย่างลงตัว
.
จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ในยุคสมัยของรัฐบาลเผด็จการของ นาย โรเบิร์ต มูกาเบ้ (Robert Mugabe) ซึ่งกินเวลาประมาณ 37 ปี ด้วยจิตวิญญาณลัทธิชาตินิยมอันแข็งแกร่ง ทันทีที่ มูกาเบ้ รับตำแหน่งเค้าก็เริ่มทำสิ่งที่เผด็จการที่ดีทุกคนควรจะทำคือ การรวบรวมอำนาจ

171123 mugabe mc 1253

การเป็นเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนรอบตัวของคุณ อยากจะมาแทนที่ของคุณในทุกๆ ก้าวย่าง คุณจะมีความกังวลอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะรักษาอำนาจนี้เอาไว้ในมือ
.
ในพื้นที่สีเทาแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทั้งคู่แข่งทางการเมืองที่ต้องกำจัดออกไป และพันธมิตรที่จะต้องมีผลประโยชน์ผูกพันเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีพวกประชาชนที่เป็นรากฐานสำคัญของอำนาจ พวกที่น่ารำคาญใจที่คุณจะต้องคอยเลี้ยงดู คิดหาวิธีการให้พวกเขาได้รับประโยชน์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ไม่ให้เกิดการปลุกปั่น ให้เกิดการก่อกบฏได้ เกิดเป็นวงจรแห่งผลประโยชน์ที่ไม่สิ้นสุด
.
จุดเริ่มต้น มาจากการที่ มูกาเบ้ ได้ออกกฎหมาย การปฎิวัติที่ดินทำกิน (Land Reform) เนื้อหาสำคัญก็คือ ช่วยคนผิวดำ ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองที่เป็นฐานเสียงสำคัญ ให้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ต้องตกเป็นลูกจ้างของคนผิวขาวอีกต่อไป ฟังดูก็น่าจะดี แต่การยึดคืนที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธ์เดิมของคนผิวขาว แล้วเอาไปแจกจ่ายให้กับคนผิวดำ ทำให้คนผิวดำซึ่งเคยเป็นกรรมกร ตอนนี้ได้เลื่อนขั้น กลายเป็นเจ้าของที่ดินเรียบร้อยแล้ว จะต้องมาทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน ส่วนคนผิวขาวที่เคยบริหารที่ดิน กลับสิ้นเนื้อประดาตัวและจำเป็นต้องรับสภาพกลายเป็น กรรมกร ไป
.
เหมือนกับการใช้คนไม่ถูกกับงาน ด้วยความที่ด้อยการศึกษาและขาดประสบการณ์ และบางคนถึงขั้นไม่สนใจเรื่องการเกษตรเลย ไม่นานระบบเศรษฐกิจที่เคยรุ่งเรืองของซิมบับเวก็ดิ่งลงเหวทันที ผลผลิตทั้งประเทศลงครึ่งนึงในทันที ฟาร์มบางแห่ง สร้างผลผลิตได้ไม่ถึง 1 ใน 10 จากเดิม การปฎิวัติที่ดินทำกิน ได้ทำลายเศรษฐกิจของประเทศ และทำลายแหล่งอาหารของประเทศ ไปพร้อมๆ กัน และเกิดเป็นปัญหาสังคมตามมามากมาย ส่วนประชาชนที่มีคุณภาพ และประชาชนที่ถูกริดรอนสิทธิ์ ก็พาครอบครัวแห่หนีตายออกจากประเทศกันไปจนหมด
.
เมื่อผลผลิตมีน้อยลงอย่างมาก แต่ความต้องการยังคงเท่าเดิม ราคาของสินค้าต่างๆ ก็เริ่มปรับเพิ่มสูงขึ้นราวกับติดจรวด รัฐบาลของมูกาเบ้ ตัดสินใจออกกฎหมายควบคุมราคาสินค้าทุกอย่าง หากร้านค้าใดไม่ทำตาม ถือว่ามีความผิด แต่ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า ในเมื่อขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ ก็ “ไม่ขาย” มันซะเลย สินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถูกเก็บออกจากชั้นวาง เหลือแต่ความว่างเปล่า ประชาชนเริ่มกำหนดราคาซื้อขาย สินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ยารักษาโรค ต่างๆ กันเอง ในตลาดมืด พร้อมกับการกักตุนสินค้า เศรษฐกิจของซิมบับเว ก็ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง
.
มีปัจจัยหลายประการ ที่สามารถทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงได้ เช่น รัฐบาลพิมพ์เงินเกินความจำเป็น , การขาดแคลนผลผลิตอย่างรุนแรง, ความเชื่อมั่นในสกุลเงินลดลง, เศรษฐกิจที่ตกต่ำ, การคอร์รัปชั่น, ความไม่มั่นคงทางการเมือง หรือเกิดความภายในประเทศขัดแย้งอย่างรุนแรง เป็นต้น
.
ตอนนี้ มูกาเบ้ ใช้เงินที่ได้จากการเก็บภาษีไปหมดแล้ว และนโยบายของเขาก็มีแต่ทำให้นักลงทุนกลัว ไม่มีเงินลงทุนจากนอกประเทศเข้ามา เศรษฐกิจดิ่งเหว ประชาชนก็ว่างงาน และหิวโหย แล้วเขาจะหาเงินมาจากที่ไหนดี ?
.
ข้อดี อย่างหนึ่งของการมีประเทศเป็นของตัวเอง คือ คุณจะมีเครื่องพิมพ์เงินส่วนตัว ดังนั้น คุณสามารถพิมพ์เงินได้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ตามใจชอบ ซึ่ง มูกาเบ ทำอย่างแน่นอน
.
แต่การพิมพ์เงินใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด โดยไม่ได้เพิ่มผลผลิตอะไรเข้ามาเลย เศรษฐกิจของซิมบับเว ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ใดๆ เลย ก็ส่งผลให้มีเงินในระบบจำนวนมากขึ้น แต่นำมาใช้ซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิม หมายความว่า มูลค่าของ ดอลลาร์ซิมบับเว จึงร่วงลงอย่างรวดเร็ว
.
เงินที่พิมพ์มาใหม่ เริ่มท่วมตลาด อัตราเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% ต่อปี และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น รัฐบาลควรจะต้องหยุดพิมพ์เงิน แต่รัฐบาลของมูกาเบ ยังพิมพ์เงินเพิ่มอีก ยิ่งอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็วเท่าไร รัฐบาลก็ยิ่งพิมพ์เงินเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
.
ปี 2544 อัตราเงินเฟ้อก็สูงขึ้นเป็น 100% ต่อปี
ปี 2545 อัตราเงินเฟ้อก็สูงขึ้นเป็น 200% ต่อปี
ปี 2546 อัตราเงินเฟ้อก็สูงขึ้นเป็น 600% ต่อปี
ปี 2549 อัตราเงินเฟ้อก็สูงขึ้นเป็น เกินกว่า 1,000% ต่อปี
.
ผู้ที่เก็บเงินออมไว้ในรูปแบบของดอลลาร์ซิมบับเว เผื่อไว้ใช้ยามแก่ กลับพบว่าเงินทั้งหมดที่เก็บมาทั้งชีวิต แทบไม่พอที่จะจ่ายแม้แค่ “อาหารเพียง 1 มื้อ” ประชาชนต้องใช้เงิน 417 ดอลลาร์ซิมบับเว เพื่อซื้อกระดาษชำระ ไม่ใช่ต่อม้วน แต่เป็นต่อแผ่น
.
ดอลลาร์ซิมบับเว ไม่มีความหมายอีกต่อไป ประชาชนเลิกพกเงินเป็นกระสอบๆ เพื่อไปจ่ายตลาด เงินสกุล ซิมบับเว ไม่มีใครเชื่อถือและอยากใช้ ผู้คนจึงพยายามจ่ายเงินสกุลดอลลาร์ซิมบับเวออกไปทันทีที่พวกเขาได้รับมันมา การซื้อขายทั่วไปถูกกำหนดราคากันใหม่ด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศอื่นๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่ก็ทำการซื้อขายกันด้วย “ทองคำ” ถึงอย่างนั้น รัฐบาลซิมบับเว ก็ยังคงพิมพ์เงินต่อไปเรื่อยๆ และมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

Money zimbabw

รัฐบาลซิมบับเว ทำการเปลี่ยนหน่วยของค่าเงินใหม่ ( ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างของไทย เปลี่ยนหน่วยจาก สตางค์ เป็น บาท ) รัฐบาลซิมบับเว เพิ่มธนบัตรชนิดใหม่ๆ ออกมาใช้เรื่อยๆ
.
ธนบัตรใบละ 1 ล้านดอลลาร์ซิมบับเว
ธนบัตรใบละ 100 ล้านดอลลาร์ซิมบับเว
ธนบัตรใบละ 10 พันล้านดอลลาร์ซิมบับเว
ธนบัตรใบละ 100 พันล้านดอลลาร์ซิมบับเว
.
ในปี 2551 เป็นจุดสูงสุด อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นหลายพันเปอร์เซ็นต์ต่อเดือน และรัฐบาลก็เริ่มพิมพ์ธนบัตรใบละ 100 ล้านล้านดอลลาร์ซิมบับเว และในที่สุด
.
ถ้าคุณมีเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ คุณจะมีเงินถึง
2,621,984,228,675,650,147,435,579,309,984,228 ดอลลาร์ซิมบับเว
.
ในที่สุด ดอลลาร์ซิมบับเว ไร้ค่าไปโดยปริยาย มูกาเบ้ ไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้อง ยอมให้สกุลเงินต่างประเทศต่างๆ สามารถทำธุรกรรม ได้ถูกต้องตามกฎหมาย ภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงของซิมบับเวจึงจบลง
.
ระบบเศรษฐกิจนั้น เมื่อเกิดปัญหา กลไกของตลาดจะมีวิธีจัดการแก้ไขด้วยตัวของมัน ภาษาทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible Hand) หน้าที่ของรัฐบาล เพียงแค่สนับสนุนให้ มือที่มองไม่เห็นนี้ ทำงานไปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่รัฐบาลในหลายประเทศ กลับพยายามที่จะทำตัวเป็นมือที่มองไม่เห็นนี้เสียเอง ใช้อำนาจ เข้าแก้ไข สุดท้ายก็คุมไม่อยู่ ก็พังทลายลงอยู่ดี
.
ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ยังเคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ด้วยเช่น ยูโกสลาเวียในปี 1994 ประเทศจีนในปี ค.ศ. 1949 และเยอรมนีในปี พ.ศ. 1923 เช่นเดียวกับ ประเทศซิมบับเว ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้น โดยรัฐบาล มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และไม่สามารถระดมทุนจากแหล่งอื่นได้ ยกเว้น แท่นพิมพ์เงิน
.
กรณีดอลลาร์ซิมบับเว จะเห็นด้วยชัดเจนว่า เงิน จะเสื่อมมูลค่าลงจากความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งสกุลเงินต่างๆ ก็มักจะรักษาความเชื่อมั่นด้วยการมีทรัพย์สินเป็นทุนสำรอง เช่น ทองคำ ส่วนในกรณีของดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ทองคำเป็นทรัพย์สินเป็นทุนสำรองแล้วก็ตาม แต่ยังคงได้รับความเชื่อมั่น จากความเป็นประเทศสหรัฐที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การมีทรัพย์กรต่างๆ อยู่ในมือ รวมทั้งการมีกำลังทหาร และความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงทำให้ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นอยู่ แต่ถ้าถึงวันที่ความเชื่อมั่นหมดไปเมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมันเหมือนกัน

หัวข้อนี้ได้รับการแก้ไข 2 ปี ที่ผ่านมา โดย Papa Big Pack
 
โพสต์ : 18/05/2024 3:43 pm
แท็กหัวข้อ