แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ประวัติศาสตร์ของเงิน

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
78 เข้าชม
theteele3k
(@theteelek2)
กระทู้: 72
4-ท่านผู้มีเกียรติ
หัวข้อเริ่มต้น
 
Blue Gradient Corporate Business Facebook Post

เงินคืออะไร? ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา?

เงิน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ตั้งแต่เด็กจนโต เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและการดำรงอยู่ของมวลมนุษยชาติมาเป็นเวลายาวนานหลายพันปีมาแล้ว วันนี้เราจะเล่าถึงวิวัฒนาการของเงิน ตั้งแต่รูปแบบแรกเริ่ม ไปจนถึงการมีบทบาทสำคัญ ในชีวิตของเราในปัจจุบัน

เงินคืออะไร?

เงิน มีหน้าที่สามอย่าง ด้วยกันคือ
1) เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
ซึ่งทำให้ความยุ่งยาก และต้นทุนในการแลกเปลี่ยนลดลง หากไม่มีเงินตรา เราคงต้องแลกวัวหนึ่งตัวโดยตรงกับไก่ร้อยตัวกันต่อไป

2) เป็นหน่วยวัดในทางบัญชี
หากไม่มีเงินตราเราคงเปรียบเทียบไม่ได้ว่า รถยนต์ยี่ห้อโต้โยต้า กับ รถยนต์ยี่ห้อรถเปอร์เช่ คันไหนมีมูลค่ามากกว่ากัน

3) เป็นตัวสะสมมูลค่า
หากไม่มีเงินมาทำหน้าที่นี้ เราคงไม่สามารถทำการค้าทางไกลๆ ได้ เพราะถ้าต้องขนวัวข้ามทะเล ก็จะทำให้มีต้นทุนที่สูง และเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือการส่งมูลค่าความมั่งคั่งข้ามผ่านกาลเวลาไปได้ ถ้าเราเก็บความมั่งคั่งเป็น ผลผลิตทางการเกษตร พอข้ามปี ผลผลิตก็จะเน่าเสียทำให้มูลค่าหายไปแล้ว

โลหะหลายประเภท จึงถูกนำใช้ทำเงินตรา เนื่องจาก มันพกพาได้ เชื่อถือได้ คงทน และไม่หายากจนเกินไป มีสิ่งต่างๆ มากมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเงินตรา เช่น หนังสัตว์ เปลือกหอย เกลือ ทองคำ เหรียญ ธนบัตร หรือแม้แต่ข้อมูลดิจิทัล คุณค่าของเงิน จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก แต่มาจากความไว้วางใจของผู้คน สำหรับใช้อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างกัน และการรักษามูลค่าเอาไว้

ประวัติความเป็นมาของเงิน

ในทางประวัติศาสตร์ มีการค้นพบว่า เงินมีการวิวัฒนาการมาแล้วหลายพันปี นี่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเงิน กับความก้าวหน้าของสังคมในแต่ละยุคสมัย มีความสัมพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อไปนี้เป็นไทม์ไลน์โดยย่อ ของการวิวัฒนาการของเงิน

เมื่อหลายหมื่นปีก่อน ในยุคแรกๆ จะเป็นการแลกเปลี่ยนกันด้วยสิ่งของ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ข้าว วัว ถูกนำมาใช้เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนในหลายวัฒนธรรม อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) เริ่มมีบางสิ่งที่เป็นจุดตั้งต้นของ ธนบัตรกระดาษ (banknote) ในปัจจุบัน มันคือ แผ่นดินเหนียวตากแดด ซึ่งจะบันทึกธรุกรรม เกี่ยวกับผลผลิตการเกษตร ตัวอย่างเช่น มีการค้นพบ บันทึกในแผ่นดินเหนียวอายุสองพันปีก่อนคริสตกาล ระบุว่าจะส่งมอบข้าวบาเล่จำนวน 330 หน่วย แก่ผู้ใดก็ตาม ที่เป็นเจ้าของแผ่นดินเหนียวในฤดูเก็บเกี่ยว แผ่นดินเหนียวนี้ จึงมีค่าเท่ากับ  ตั๋วสัญญาใช้เงิน (promissory note) ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินแบบหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปในทุกวันนี้

ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของแผ่นดินเหนียว แล้วไม่ต้องการแลกมันกับข้าวบาร์เลย์ เราย่อมสามารถนำมันไปแลกกับสิ่งอื่นๆ ที่มีมูลค่าไม่มากไปกว่าข้าวบาร์เลย์ 330 หน่วยได้ ตราบใดก็ตามที่ ผู้ที่เราแลกเปลี่ยนด้วย ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อเค้าเอาแผ่นดินเหนียวไปแลกข้าวบาร์เลย์ กับผู้สร้างแผ่นดินเหนียวนี้ขึ้นมา เค้าจะได้รับข้าวในจำนวน 330 หน่วย และตราบใดที่ยังมีผู้คนยอมรับ และแลกเปลี่ยนมันต่อไปเรื่อยๆ แผ่นดินเหนียวนี้ ย่อมทำหน้าที่เทียบเท่ากับ ธนบัตรราคา 330 หน่วยข้าวบาร์เลย์ นั้นเอง

แล้วอะไร ที่ทำให้แผ่นดินเหนียวตากแห้งธรรมดาๆ ซึ่งไม่มีมูลค่าโดยตัวมันเอง ถูกยอมรับให้ส่งผ่านมูลค่าระหว่างกันในฐานะเงินตรา คำตอบก็คือ “ความน่าเชื่อถือ (credibility)” ของคำสัญญาที่ถูกระบุไว้ในแผ่นดินเหนียวนั้นเอง ตราบใดที่ผู้คนยังเชื่อมั่นว่า สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนนี้ จะคงมูลค่าตามที่ได้ระบุไว้ ไม่ว่าจะทำจากสิ่งของอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ เปลือกหอย หรือแผ่นดินเหนียว ตราบนั้นมันก็จะทำหน้าที่เป็นเงินตราต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีข้าวบาร์เลย์จริงๆ มาเก็บสำรองไว้จริงๆ

พูดอีกอย่างก็คือ เงินกระดาษ ที่เราใช้กันอยู่นั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีวัตถุมีค่าใดๆ อย่างเช่นทองคำมาหนุนหลัง ตราบใดที่ผู้คนยังเชื่อถือว่ามันจะสามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้

ไปต่อกัน เมื่อ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล : เปลือกหอยคาวรี ถือเป็นสกุลเงินรูปแบบแรกสุดที่ใช้ในประเทศจีนและต่อมาก็ได้รับความนิยมใช้ในแอฟริกา

1,000 ปีก่อนคริสตกาล : จีน เริ่มใช้เหรียญโลหะชุดแรก รวมทั้งเหรียญทองแดงและทองแดงเลียนแบบ

500 ปีก่อนคริสตกาล : เหรียญกษาปณ์ สมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นนอกประเทศจีน เป็นเหรียญที่ทำจากเงิน และโลหะมีค่าอื่นๆ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีสกุลเงินมาตรฐาน เหรียญลิเดีย (Lydian Coin) เงินเหรียญแรกสุดที่เรามีหลักฐานทำจากส่วนผสมของทองและแร่เงิน (ปัจจุบันคือประเทศตุรกี) และเป็นต้นแบบในการพัฒนาเป็นเงินเหรียญของอารยธรรมกรีซ โรมัน ในยุคต่อมา

118 ปีก่อนคริสตกาล : หนังสัตว์ ในรูปแบบของ หนังกวางตกแต่ง ถูกนำมาใช้ในประเทศจีน ถือเป็นธนบัตรประเภทแรกๆ

ค.ศ. 806 : จีนเริ่มใช้ ธนบัตรกระดาษ ชุดแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสกุลเงินกระดาษ

ค.ศ. 1,500 : วัฒนธรรมชนพื้นเมืองอเมริกันใช้แวมพัม (wampum) ซึ่งเป็นลูกปัดร้อยเป็นสาย เพื่อใชในทางการค้า และพิธีกรรมต่างๆ

การค้นพบโลกใหม่ (ลาตินอเมริกา) ของสเปน และเกิดประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของการใช้แรงงานทาส เพื่อการทำเหมืองแร่เงิน ประมาณกันว่าสเปน ขุดเหมืองและส่งโลหะเงิน 170 ตันต่อปี ข้ามมหาสมุทรมาใช้ในเมืองหลวง กว่า 44% ของรายจ่ายของราชวงศ์ เป็นเงินจากแหล่งนี้

เหรียญเงิน จำนวนมหาศาลนี้เองที่สเปนเอาไปใช้จ่ายทำสงครามกับประเทศในยุโรป และใช้ในการทำการค้าทางไกลกับทวีปเอเชีย ซึ่งขยายตัวขึ้นมากในยุคนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้เหรียญสเปน แพร่หลายไปทั่วโลก การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงิน (money supply) เหรียญสเปนที่มาจากโลกใหม่จำนวนมหาศาล จึงทำให้มูลค่าของมันลดลง ในช่วง 1540s-1640s ราคาอาหารในประเทศอังกฤษ เพิ่มขึ้นถึงเจ็ดเท่าตัว ในขณะที่ช่วงสามร้อยปีก่อนนั้นราคาอาหารแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ซึ่งในปัจจุบันเราเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “เงินเฟ้อ” กษัตรย์สเปน ลืมไปว่า แม้จะผลิตเงินตราออกมามากเพียงใด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สังคมสเปนร่ำรวยขึ้น เงินของเราจะมีค่าเพียงใด ย่อมขึ้นกับว่าผู้อื่นจะยอมนำสิ่งอื่นมาแลกกับมันในมูลค่าเท่าไรนั้นเอง

ค.ศ. 1,816 : เกิดมาตรฐานทองคำ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในอังกฤษ โดยมีการผูกมูลค่าสกุลเงินกับการใช้ทองคำจริงสำรองเอาไว้ มาตรฐานทองคำ แพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เชื่อมโยงสกุลเงินของประเทศเข้ากับทองคำ เพื่อรักษามูลค่าของเงินกระดาษ ระบบนี้อำนวยความสะดวกให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ และสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการเงินมีเพิ่มมากขึ้น ความต้องการทองคำมีสูงมาก จนไม่สามารถผลิตได้ทัน รัฐบาลไม่สามารถสร้างเงินเพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

ในช่วงนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนที่ประเทศอังกฤษ กลายเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบของโลกใหม่ โดยหนึ่งในเรื่องที่ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการวางรากฐานใหม่ ก็คือ “ระบบการเงินของโลก” สิ่งนี้นำไปสู่ ระบบเบรตตันวูดส์ ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1944 โดยมีข้อตกลงกันว่า จะให้ทองคำ และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผูกกับทองคำเพียงสกุลเดียว ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อทองคำ 1 ออนซ์ ทำให้ ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

แต่หลังจากนั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากมีการใช้จ่ายในการทำสงครามเวียดนามอย่างมหาศาล เกิดการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาจึงต้องพิมพ์เงินออกมา เพื่อชดเชยการขาดดุลที่เกิดขึ้น จนทำให้ปริมาณเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในเศรษฐกิจโลกมากกว่าปริมาณทองคำที่มี พอเรื่องเป็นแบบนี้ ความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐก็ลดลง ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ไม่อยากถือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอีกต่อไป จึงนำมาแลกเปลี่ยนเป็นการถือครองทองคำแทน

จนในที่สุด สหรัฐอเมริกา ประกาศยกเลิกการผูกสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทองคำ และมีการลดค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ จุดนี้เองนับเป็นการปิดฉากการใช้ระบบเบรตตัน วูดส์ในปี 1971 หรือเป็นระยะเวลาเพียง 27 ปี และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และใช้กันจนมาถึงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จากระบบเบรตตัน วูดส์ ก็ทำให้ดอลลาร์สหรัฐยังถือเป็นสกุลเงินหลักของโลกในการอ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนนับตั้งแต่นั้นมา

 

การมาถึงของ เงินดิจิตอล

Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลแรก ถือกำเนิดขึ้นในปี 2008 ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีการกระจายอำนาจ ทำให้ไม่มีใครเป็นผู้ควบคุม สร้างโดย Satoshi Nakamoto ธุรกรรมจะถูกบันทึกบนบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งตรวจสอบโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก และยังมีสกุลเงินดิจิทัลหลายพันสกุล ที่สร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไปและดำเนินการภายใต้รูปแบบการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน

เงินดิจิทัล ช่วยให้เราสามารถทำธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยไม่ต้องใช้เงินสด เช่น การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารออนไลน์ หรือการใช้บัตรเครดิต หรืออาจอยู่ในรูปของสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ สิ่งนี้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่รวดเร็ว ไร้พรมแดน 

โลกเรายึดติดกับเงินตราที่เป็นโลหะหรือวัตถุบางอย่างที่มีค่าในตัวเอง จนเมื่อพัฒนาเป็นเงินกระดาษก็ยังต้องมีวัตถุมีค่าหนุนหลังมาอีกนับพันๆ ปี เงินกระดาษ กลายเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น และทั้งที่เราก็ไม่เห็นตัวเป็นๆ ของเงินตราอีกต่อไปแล้ว แต่เราก็กลับเชื่อถือมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเงินที่เป็นวัถตุเลย

สรุป

ไทม์ไลน์นี้ แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์ทางการเงินอันยาวนานยาวนานหลายพันปี  พัฒนาจากการแลกเปลี่ยนอย่างง่ายๆ ไปจนถึง ธุรกรรมดิจิทัลที่ซับซ้อน คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่รูปแบบทางกายภาพ แต่อยู่ที่ความไว้วางใจที่ได้มาจากการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน และการเก็บมูลค่า ตั้งแต่เหรียญโบราณไปจนถึงสกุลเงินดิจิตอลสมัยใหม่ เงินยังคงปรับตัวเข้ากับความต้องการของสังคม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน

สุดท้ายนี้ ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ความมั่งคั่งโลก ประจำปี 2021 โดยเครดิตสวิส (Credit Suisse) รายงานว่า ความมั่งคั่งของโลก เมื่อสิ้นปี 2020 อยู่ที่ 418.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าของเงินเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างมหาศาลจากจุดเริ่มต้น น่าติดตามว่าอนาคตของการเงินโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

 
โพสต์ : 23/05/2024 12:21 pm
แท็กหัวข้อ