แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

“หุ้นปั่น” มีลักษณะอย่างไร?

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
129 เข้าชม
Papa Big Pack
(@papa-big-pack)
4-ท่านผู้มีเกียรติ
เข้าร่วม: 2 ปี ที่ผ่านมา
กระทู้: 50
หัวข้อเริ่มต้น  
Blue Gradient Corporate Business Facebook Post

ตลาดหุ้นเป็นพื้นที่ “วัดใจ” ของนักลงทุน ว่าจะสามารถทนทานต่อกิเลสของตัวเองได้มากแค่ไหน หุ้นบางตัวที่ วิ่งแรงๆ พุ่งแรงๆ โตเป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาสั้นๆ สร้างความโลภ ทำให้เห็นโอกาสที่จะสร้างผลกำไรแบบเร็วมากๆ ทำให้รู้สึก ตื่นเต้น หวือหวา อะดรีนาลีนในร่างกายสูบฉีด ถูกหลอกล่อด้วยผลตอบแทนสูงเย้ายวนใจ ชวนให้อยากกระโดดเข้าไปเกาะขบวนรถด่วนที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นไป ถ้าทันก็จะสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าช้าเกินไป กระโดดขึ้นแล้วรถดันคว่ำ เทกระจาดทิ้งอย่างไม่ทันตั้งตัว ถึงตอนนั้นจะกระโดดหนีลงจากรถยังไง ก็ต้องมีเจ็บตัวมากน้อยตามๆ กันไป

ที่หนักไปกว่านั้น บางคนไม่กล้าหนี ทำได้เพียงภาวนาให้สถานการณ์กลับมาดีเหมือนเดิม ยิ่งทน ราคายิ่งร่วง ยิ่งดอยสูงยิ่งไม่กล้ากระโดด แล้วถ้าต้องขาดทุนเป็นหมื่นเป็นแสนแล้วละก็ การตัดสินใจขาย Cut Loss ยิ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ยอมไม่ขายไม่ขาดทุนดีกว่า ทุกคนที่เข้ามาในตลาดก็หวัง “รวยเร็ว” กันทั้งนั้น แต่สุดท้ายมาเจอหุ้นปั่น มีแต่พัง! ในที่สุด

“หุ้นปั่น” คืออะไร ?

โดยปกติแล้ว ราคาของหุ้นจะวิ่งตามกลไกตลาด ตาม “ความต้องการซื้อ (Demand)” และ “ความต้องการขาย (Supply)” ซึ่งถ้าหุ้นนั้นเป็นบริษัทที่มีกำไรมากขึ้น มีปันผล มีกิจการเติบโต ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นไปตามความสามารถในการทำกำไรของกิจการ เมื่อมีความต้องการซื้อมาก ราคาก็จะยิ่งวิ่งขึ้นไป แต่ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทไหนที่ไม่สู้ดี กำไรลดลง มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ปันผลก็ไม่จ่าย จะมีใครอยากจะถือหุ้นตัวนี้บ้าง นักลงทุนก็จะพากันเทขาย ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ตามกลไลตลาด

แต่ หุ้นปั่น คือหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นหรือลงไม่เป็นไปตาม “ปัจจัยพื้นฐาน” แต่จะเป็นไปตามความต้องการของเจ้ามือ สังเกตได้จากในช่วงต้นจะมี “ปริมาณการซื้อขาย (Volume)” ที่เพิ่มมากผิดปกติ และจะมาพร้อมกับข่าวดี เพื่อเรียกนักลงทุนเข้ามาลงทุน หรือ เกิดมีราคาจุดพลุ พุ่งสูงขึ้น โดยไม่มีข่าวใดๆ หรือมีข่าวออกมา แต่ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นเว่อร์มากเกินไป และหลายครั้งก็เป็นข่าวที่ไม่จริงด้วยซ้ำไป

การลงทุนในหุ้นปั่นนั้น ถือเป็นการเก็งกำไร ไม่ใช่การลงทุน ซึ่งราคาของหุ้นปั่นอาจวิ่งไปเป็น 1,000% ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐาน หรืออ้างอิงการเติบโตของกิจการใดๆ ทั้งสิ้น

ลักษณะของ “หุ้นปั่น” ที่พอให้เราสังเกตได้

1. มักจะเป็นหุ้นที่มีมูลค่าต่ำ เพราะเจ้ามือจะได้มีเงินมากพอ เพื่อใช้ในการควบคุมราคา

2. มักจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานไม่ดี เพื่อที่นักลงทุนกลุ่มสถาบัน จะไม่เลือกซื้อหุ้นนี้เก็บไว้ในพอร์ต จะได้ไม่เข้ามาซื้อขายด้วย ทำให้ยากต่อการควบคุมปริมาณและราคาหุ้นได้

3. มีราคาต่อหุ้นต่ำ ถ้าราคาต่ำกว่า 10 บาทด้วยยิ่งดี เพราะในทางจิตวิทยา ถ้าหุ้นถูกไล่ราคาจาก 3 บาทเป็น 6 บาท ถึงแม้ราคาจะปรับขึ้นมา 100% แล้ว แต่คนก็จะยังรู้สึกว่าไม่แพง ยังซื้อได้อยู่ และมักจะเป็นหุ้นที่มีราคาถูกกว่าราคาพาร์ เพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มักจะมีต้นทุนอยู่ที่ราคาพาร์ หรือสูงกว่า แม้หุ้นจะขึ้นมามากแล้ว แต่ยังต่ำกว่าราคาพาร์ หมายถึง ผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ยังไม่มีกำไร และยังถือไว้เพราะเชื่อในแนวโน้มของธุรกิจที่ดี จึงจะไม่ขายออกนอนแน่ หรือถ้าพื้นฐานไม่ดีจริงๆ ก็คงจะขายทิ้งไปก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว ดังนั้นถ้าอยู่ในช่วงราคาที่ต่ำกว่าราคาพาร์ ก็ไม่ต้องกังวลว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะเข้ามาขายสวน ทำให้ไม่สามารถสร้างราคาตามที่ต้องการได้

4. มีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อย เมื่อมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะมีเงินเพียงพอ และสามารถควบคุมปริมาณหุ้นได้ตามต้องการ

5. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจจะรู้เห็นเป็นใจ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่เน้นถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ขายออกอย่างแน่นอน จึงไม่สนใจ ว่าราคาหุ้น จะขึ้นหรือลง หวือหวา อย่างไรก็ตาม

ขั้นตอนในการ “หุ้นปั่น”

ผู้ปั่นหุ้น หรือ เจ้ามือ จะทำการควบคุมราคาของหุ้นให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่กลุ่มของตนเองตามที่นัดแนะกันไว้ อาจเป็นการแทรกแซงราคาหุ้น ด้วยการทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น หรือ ลดลง ก็ได้ สิ่งที่เจ้ามือต้องมีก็คือ จะต้องมีเงินจำนวนมาก เพื่อเอาไว้เข้าซื้อหุ้นจำนวนมาก ดันให้ราคาหุ้นสูงขึ้น (ลากหุ้น) และเจ้ามือจะต้องเก็บหุ้นในมือไว้จำนวนมาก เพื่อที่จะได้ขายออกส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงหนัก (ทุบหุ้น)

ขั้นตอนในการปั่นหุ้น มีดังนี้

1. เลือกหุ้น
นอกจากจะต้องเลือกตัวหุ้นที่มีลักษณะตามที่กล่าวไว้แล้ว ยังต้องมีการนับหุ้นด้วยว่า หุ้นตัวนี้ มีใครถืออยู่ในสัดส่วนเท่าไร หากจะเข้ามาปั่นหุ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือนักลงทุนสถาบันจะเข้ามาแทรกแซงหรือได้ไม่ ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ความร่วมมือด้วย แค่เพียงตกลงว่าจะไม่ขายสวน ก็จะยิ่งปั่นหุ้นได้ง่ายขึ้น

2. กระจายพอร์ตไว้หลายๆ โบรกเกอร์
โดยใช้ชื่อนักลงทุนที่แตกต่างกัน มักจะใช้ชื่อของนอมินี หรือผู้ที่ไว้ใจได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ เป็นหลักฐานมัดตัวของเจ้ามือได้

3. ทำการเก็บสะสมหุ้น
ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งวิธีปกติ และวิธีสายโหด โดยทำการทยอยรับหุ้นแบบไม่รีบร้อน วันละหมื่น วันละแสนหุ้น ขึ้นกับว่า หุ้นตัวนั้นมีสภาพคล่องมากน้อยขนาดไหน จะใช้เวลาในการเก็บหุ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน และมีการกดราคาหุ้น คือ ตั้งขายไม้ใหญ่กั้นเอาไว้ไม่ให้ราคาวิ่งขึ้นไปได้ ในระหว่างที่ยังเก็บสะสมหุ้นอยู่ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาด เริ่มมีแรงซื้อหุ้นตัวนี้เข้ามามากเกินไป ก็จะใช้วิธีถล่มขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมา โดยให้พวกเดียวกันที่ตั้งซื้อ (BID) อยู่แล้วเป็นคนรับเอาไว้ เป็นการข่มขวัญนักลงทุนรายย่อย วัดใจกันไป และอาจจะหลอกล่อให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ราคาหุ้นตัวนั้นแย่แล้ว อาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกนาน หรือมีแนวโน้มแย่ลง เพื่อให้คนขายทิ้งกันไปหมด นักลงทุนรายย่อยซึ่งมักมีอารมณ์อ่อนไหว เห็นว่าถือหุ้นตัวนี้อยู่แล้วหุ้นยังไม่ไปไหนซักที แถมยังมีการขายหุ้นล็อตใหญ่ๆ ออกมาอีก ก็จะตกใจขายหุ้นทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปเล่นตัวอื่นแทนก่อน ขณะเดียวกันต้องคอยดูแลไม่ให้หุ้นมีราคาสูงขึ้นไปเกิน 10% เพื่อไม่ให้ต้นทุนในการเก็บของสูงเกินไป สุดท้ายหุ้นก็จะตกอยู่ในมือเจ้ามือทั้งหมด

4. การไล่ราคาหุ้น
เมื่อได้ปริมาณหุ้นมากพอแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการไล่ราคา โดยเริ่มต้นจากการใช้ ข่าววงใน ( Inside News ) ว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดีเข้ามาหนุน ถ้าหุ้นตัวนั้นไม่มีสภาพคล่อง จะใช้วิธีโยนหุ้นไปมาระหว่างพอร์ตภายในกลุ่มเจ้ามือด้วยกันเอง เมื่อรายย่อยเห็นว่า เริ่มมีการซื้อขายคึกคักเพิ่มมากขึ้น ก็จะเริ่มเข้ามาผสมโรงด้วย

การไล่ราคา คือ การทำให้ราคาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการเคาะซื้อครั้งละมากๆ แบบเหมายกแถว แล้วตามด้วยการเสนอซื้อ (BID) รองราคาไว้ครั้งละหลายๆ แสนหุ้นจนถึงล้านหุ้น เพื่อข่มขวัญไม่ให้รายย่อยขายสวนลงมา เมื่อรายย่อยเห็นว่า มีแรงรอซื้อแน่น ก็จะสะสมหุ้นรอขายที่ราคาสูงกว่านี้

แต่การไล่ราคาต้องหาจังหวะที่เหมาะสมเหมือนกัน หากจังหวะนั้นไม่มีเหตุผลเพียงพอ รายย่อยก็อาจจะรีบขายหุ้นทิ้งทำกำไรไป เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงประมาณนึง แต่หากหาเหตุผลมารองรับได้ดีมาก รายย่อยจะยังถือหุ้นไว้ และซื้อเก็บเพิ่มไว้ เพราะเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะสูงกว่านี้ได้อีก เหตุผลหรือจังหวะที่ใช้ในการไล่ราคา มักจะใช้ ภาวะตลาดโดยรวมที่เริ่มเป็นขาขึ้น การสร้างกราฟทางเทคนิคของราคาหุ้นให้สวยให้เริ่มดูดี สร้างข่าวลือซึ่งปล่อยโดยเจ้ามือว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น

5. การปล่อยหุ้น

เมื่อหุ้นขึ้นมาได้ 80% ของราคาเป้าหมายแล้ว ตอนนี้คือช่วงของการทยอยปล่อยหุ้น ช่วงนี้จะเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตายการลงทุนของนักปั่นหุ้น ถ้าทำพลาด นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทัน หรือตลาดไม่เป็นใจ เช่น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นักปั่นหุ้นเองนี่แหละ ที่จะเป็นผู้ติดหุ้นอยู่บนยอดดอยซะเอง จะขายก็ไม่มีใครซื้อ อาจจะต้องรออีกหลายเดือนหรือหลายปี กว่าจะสามารถสร้างตลาดใหม่ได้อีกครั้ง

ในช่วงปลายรอบ เจ้ามือจะใช้วิธีไล่ราคาแบบไม่เก็บของ คือ ตั้งขายเอง เคาะซื้อเอง เมื่อซื้อได้ ก็จะนำหุ้นจำนวนนี้ย้อนไปตั้งขายอีกในราคาที่สูงขึ้น และเคาะซื้อตามอีก ทำเช่นนี้หลายๆ รอบ สลับกันไปมาระหว่างพอร์ตต่างๆ ของตนเอง ค่อยๆ ดันราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และทำในลักษณะค่อยๆ รินของออกไป เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยตกใจเทขายตามมากเกินไป พร้อมๆ กับจะมีรายย่อยรายใหม่ที่จะเข้ามารับของซื้อไล่ราคาขึ้นไปส่งจบบนยอดดอย กว่าจะรู้สึกตัว ปรากฏว่ารายใหญ่ขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว และปล่อยให้ราคาร่วงลงมาเอง

ตลาดหลักทรัพย์ เป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ประชาชนสามารถนำเงินออมเข้ามาลงทุน กับบริษัทดีๆ ในตลาดหลักทรัพย์สามารถสร้างผลกำไร และความมั่นคงให้กับตนเอง หากลงทุนด้วยความรู้ และความเข้าใจ แต่ถ้าเข้ามาลงทุนด้วยวิธีเก็งกำไร ด้วยความขาดความรู้ประสบการณ์ และควาโลภ ย่อมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของนักปั่นหุ้น เสือ สิงห์ เจ้าถิ่น ที่มีอยู่มากมายในตลาดได้เช่นกัน การมีความรู้จึงสำคัญมากๆ

หัวข้อนี้ได้รับการแก้ไข 2 ปี ที่ผ่านมา โดย Papa Big Pack

   
อ้างอิง
แท็กหัวข้อ